♥♥,,,[Short Fic]Eyelash (4th),,,♥♥

posted on 27 Nov 2013 22:30 by jokerizm

 
 
Eyelash 4th
 
 
 

วิ๊ง....วิ๊ง....วิ๊ง....

 

แสงแดดสาดส่อง ทแยงเข้าไปถึงรูม่านตา อวดดีลุกล้ำเข้าถึงอาณาเขตจากม่านผืนบางๆมาถึงพนักโซฟาตัวนุ่ม พร้อมกับไอร้อนๆที่ทิ่มแทงผิวหนังทุกรูขุมขนของผิวบางๆ มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ช่างโชคร้าย แต่มันยิ่งโชคร้ายกว่าเมื่อแสงแดดนั้นดันส่องเข้าไปที่หน้าของคนที่นอนตาค้างมาทั้งคืน จะหลับตา....ก็คงไม่ทันแล้ว

 

เมื่อวานเจ็บปวดมาก ไอ้ตัวเล็กคาเมนาชิได้แต่เดินโต๋เต๋กลับมาจากการเปลี่ยนสายรถไฟถึง 5 รอบเพื่อกลับมาถึงบ้านตัวเอง เพราะความโมโหและเสียใจ เลยทำให้เจ้าตัวต้องนั่งรถไฟนานเกือบ 3 ชั่วโมง ทั้งที่ถ้าโดยสารรถของใครกลับมาสักคน เขาก็คงถึงภายใน 1 ชั่วโมงไปแล้ว

 

แถมพอกลับมาก็ยังไม่มีแก่ใจจะทำอะไร เอาแต่เป็นบ้านั่งร้องไห้จนถึงดึกดื่นเที่ยงคืน ปิดไฟมืดสนิทและเปิดทีวีให้ไฟจากจอแก้วมันส่องเข้าหาตัวเองเหมือนกำลังเล่นมิวสิควิดีโอเพลงๆหนึ่งอยู่ จำได้ว่าเมื่อคืนนั่งกอดเข่าอยู่ตรงโซฟาตัวนี้ กำลังบิวท์อารมณ์ร้องไห้ได้ที่ท้องก็ดันร้องโครกครากเพราะหิวเลยไปหาบะหมี่กิน สูดเส้นในครัวจนกว่าจะพอใจ แล้วก็มานั่งบิวท์เศร้าอยู่ที่โซฟาตัวนี้ต่อ ทำอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อคืน จนกระทั่งถึงตอนนี้ ที่ความจริงยอมแพ้เอนตัวนอนลงไปแล้ว แต่ก็ยังข่มตาหลับไม่ได้

 

เขาไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปข้างในห้อง

เพราะเมื่อคืนวันศุกร์ผู้จัดการนอนอยู่ในห้องนั้น

บรรยากาศห้องแม้มันจะเป็นบรรยากาศเดิมๆอย่างที่เขาเจอทุกวัน แต่เพราะผู้จัดการมาวุ่นวายแล้ว มันเลยหลงเหลือความทรงจำที่เกี่ยวกับผู้จัดการเอาไว้ กลิ่นกายผู้จัดการก็ยังคงฝังลึกอยู่บนหมอนนุ่มและผืนผ้าปูสีฟ้าอ่อนๆ รอยยับยู่ยี่จากการนอนก็ยังคงหลงเหลือให้เห็นว่ามีใครมานอนบนนั้น แม้เขาจะไม่ได้นอนเคียงกาย แต่ความทรงจำที่ได้รับมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลย

 

เมื่อวันนั้นเขาโดนทำอะไรลงไป เขาโดนผู้ชายคนนั้นที่เขารักมากมาตลอด 3 ปีหลอกให้เขาเจ็บปวดใจ

สร้างบททดสอบต่างๆขึ้นมาเพื่อทดสอบเขาราวกับไม่ไว้ใจในความรักของเขา

บังคับเขาให้ไปพิธีดูตัวที่เขาคิดมาตลอดว่าถ้าไปก็ต้องเจอหน้าของผู้หญิงคู่ดูตัวที่ทำให้เขาทำใจยอมรับไม่ได้

 

แต่แล้ว ผู้จัดการก็ลูบหลังเขาด้วยการเล่นทีเผลอบอกรักกันซึ่งๆหน้า โดยที่เขาก็ยังเตรียมใจไม่ทัน

ตอนนี้มานั่งคิด ก็คิดว่าตัวเองทำไมไม่ดีใจเลยที่ได้ยิน หรือเป็นเพราะผู้ชายคนนั้นเล่นกับความรู้สึกของเรามากเกินไป เขาทำในสิ่งที่ผิดไปจากที่เราคาดสินะ เราเลยเสียใจและน้อยใจมาจนถึงตอนนี้ เราแค่คาดหวังว่าจะมีสักวันที่เขาเดินมาบอกรักและสารภาพความในใจกันตรงๆ แต่ที่โมโหเขา....ก็เพราะว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ใช่อย่างที่เราหวัง

 

เราทำเกินไปรึเปล่า?

ได้แต่คิดคำถามนี้ขึ้นมาในใจ วนซ้ำแล้วซ้ำเล่า อยู่ในหัว

ถ้าบอกว่าพร้อมที่จะคุยกันอีกครั้งในตอนนี้ไหม

คำตอบคือไม่....เขายังไม่พร้อมจะคุยอะไรทั้งนั้น

 

 

“.........Tululul............”

 

 

โทรศัพท์สมาร์ทโฟนเครื่องโปรดที่วางแอ้งแม้งบนโต๊ะด้านข้างโซฟาไร้การติดต่อมาตั้งแต่เมื่อคืนวาน ตอนนี้กลับมีแสงเจิดจ้าส่องมาจากหน้าจอพร้อมเสียงเพลงเรียกเข้าและแรงสั่นที่ทำให้มือถือเครื่องนี้เหมือนเต้นระบำไปตามเสียงเพลง คาเมะได้แต่เบนสายตาหงอยๆมองมันอย่างไม่ได้ใยดี หวังเพียงจะให้คนอีกปลายสายยอมแพ้แล้วคิดไปเองว่าเขาไม่อยู่จนวางสายไป แต่ไม่แฮะ มีจังหวะนึงที่คิดว่าอีกคนต้องวางสายไปแล้วแน่ๆ แต่กลับโทรมาอีกรอบให้เขาหงุดหงิดในเสียงเพลงจนเป็นตัวเองนั่นแหละที่ต้องยอมแพ้รับมันขึ้นมา

 

“ครับ....คาเมนาชิครับ”

 

เสียงเล็กๆนั้นติดจะหงุดหงิดไปเสียหน่อย เสียงที่กรอกลงไปเลยขุ่นมัวเอาการ

และเพราะความหงุดหงิดนั่นแหละเลยทำให้ตัวเองไม่ได้ดูเลยว่าหน้าจอที่โทรมานั่นขึ้นชื่อใคร?

 

“เฮ้ย คาซึยะ ฉันเองๆ”

 

“ใครวะ?”

 

“เอ้า.....โนบุไง ลูกป้าอากิโกะ ที่บ้านอยู่ติดบ้านพ่อนายไง”

 

“โนบุ?....น....โนบุ!”

 

ซวยซ้ำซวยซ้อน ซวยซ่อนเงื่อน ยิ่งมาเจอไอ้บ้าโนบุนี่ยิ่งซวยเข้าไปใหญ่ คาเมะทำตาถลึงอย่างตกตะลึง ขาสองข้างแทบจะวิ่งพาตัวเองวิ่งเข้าครัวไปเอาพริกไทยมาโรยใส่ปากให้ตายๆไปซะโทษฐานที่เผลอรับสายมันเข้า ไอ้บ้าโนบุอากิ ลูกพี่ลูกน้องคนที่ชอบไปบอกใครไปทั่วว่าสนิทกับเขาแต่เขาไม่ได้อยากจะสนิทกับมัน ชอบที่จะแบกกีตาร์ใส่หลังเดินทางจากอาคิตะมาหาเขาโดยไม่มีสาเหตุ เดี๋ยวก็บอกว่ามาง้อแฟนบ้าง เดี๋ยวก็บอกว่ามาออดิชั่นบ้าง แล้วก็ขอนอนห้องเขาอย่างต่ำก็สองอาทิตย์ ซึ่งมันเป็นสองอาทิตย์ที่นรกแตกเพราะมันถือว่าที่นี่เป็นบ้านมันหลังนึง อยากจะทำอะไรก็ทำ เคยเอาสเปรย์มาฉีดพื้นระเบียงทำกราฟิตตี้งี่เง่ามันก็ยังทำมาแล้ว แล้วคราวนี้ล่ะ เขาจะโดนอะไรบ้าง อยากจะโอนตังค์ส่งให้มันไปซื้อมีดพกแล้ววิ่งมาแทงเขายังจะดีซะกว่า

 

“มีอะไร....”

 

คาเมะรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นแต่ก็ถามเป็นมารยาท หวังเพียงว่าจะไม่มายุ่มย่ามในห้องของเขาเป็นพอ เพราะเขายังอยากอยู่คนเดียว ไม่อยากรับแขกเท่าไหร่

 

“บ้านว่างใช่ป่ะ”

 

อยากรู้ว่าบ้านมันเคยสอนให้ทักทายใครก่อนไหม จะตีเนียนแล้วเข้าประเด็นเขาก็ไม่ได้ว่า นี่แจ้งจุดประสงค์ของตัวเองชัดเกินไปคนตั้งตัวไม่ทันมันก็คือเขาป่าววะ?

 

“ไม่ว่าง...”

 

คาเมะตอบไปอย่างส่งๆ น้ำเสียงบ่งบอกว่าไม่อยากคุยแล้ว รีบๆวางสายไปซักที แต่.....

 

“เฮ้ย ว่างหน่อยดิ ขอนอนด้วย จะไปออดิชั่น ไม่มีที่นอน”

 

“ออดิชั่นอีกแล้วเหรอ กี่รอบละ เคยผ่านไหม”

 

“ทำไมพูดแทงใจงี้วะ....”

 

“เอาตังค์เดินไปปากซอยนะ แล้วซื้อแผ่นเกมส์มานั่งเล่น ยังจะผ่านง่ายกว่า”

 

“อย่าทำร้ายกันงี้ดิ...นะๆๆ นอนด้วย นี่ฉันก็เดินทางออกจากบ้านมาแล้วด้วยอ่ะ ไม่อยากไปนอนที่ไหน ไม่อุ่นใจ”

 

ตอนนั้นคาเมะอยากจะรวบรวมลมจากภายในกระบังลมแล้วตะโกนออกไปด้วยเสียงประหนึ่งร้องโอเปร่าว่า ไปตายซะ เซ้าซี้วุ่นวายน่ารำคาญ นี่เคยรู้ตัวบ้างไหมเนี่ยะ สงสัยต้องตัดไฟแต่ต้นลม จะได้รู้ตัวสักที

 

“ห้องฉ